เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 59 ผู้แทน สวทช. และหน่วยงานเครือข่าย วศร. ได้เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษ เรื่อง “แนวทางการดำเนินนโยบายการชดเชยทางยุทธพาณิชย์ (Offset Policy)” ของประเทศมาเลเซีย โดย Dr. Kogila Balakrishnan ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายชดเชยทางยุทธพาณิชย์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอาเซียน ผู้เขียนขอสรุปสาระสำคัญจากการฟังบรรยายพิเศษ ดังนี้

Offset Policy คืออะไร สำคัญแค่ไหน
นโยบายการชดเชยหรือนโยบายออฟเซ็ต (Offset Policy) เป็นนโยบายการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ระหว่างภาครัฐในประเทศผู้ซื้อ (Buyer) กับภาคเอกชนจากประเทศผู้ผลิต หรือประเทศผู้ขาย (Seller) โดยกำหนดให้สัญญาการจัดซื้อจัดจ้างมีเงื่อนไขการตอบแทนด้วยการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ หรือ ออฟเซ็ต (Offset) ซึ่งเป็นสัญญาส่วนเพิ่มเพื่อให้มีการภาระผูกพันที่ประเทศผู้ผลิตต้องชดเชยหรือทดแทนในรูปอื่นที่ไม่ใช่เงินสดจากการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการ
ปัจจุบันประเทศที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีบางประการใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว (Emerging Market) ทั้งในภูมิภาคยุโรป เอเชีย อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย ได้นำนโยบายออฟเซ็ตมาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเกิดองค์ความรู้ใหม่ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ การสร้างความหลากหลาย และการเพิ่มโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นไปตามความต้องการของประเทศเศรษฐกิจที่นำด้วยฐานความรู้และนวัตกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและป้องกันประเทศ อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ การตัดสินใจนำนโยบายออฟเซ็ตมาใช้กับสาขาการผลิตหรืออุตสาหกรรมใด จะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
รูปแบบของ offset แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1) Direct Offset เป็นข้อเสนอที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการที่จัดซื้อจัดจ้าง เช่น การเข้ามาลงทุนเพื่อเปิดสายการผลิต การผลิตร่วมกันหรือผลิตตามใบอนุญาต และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น และ 2) Indirect Offset เป็นข้อเสนอที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการ ที่จัดซื้อจัดจ้าง แต่มีส่วนช่วยในการช่วยเหลือส่งเสริมด้านอื่นๆ กับประเทศผู้ซื้อ เช่น การให้คำปรึกษา การวิจัยร่วม การให้งบประมาณช่วยเหลือด้านการศึกษา อบรมดูงาน การฝึกใช้งานและการซ่อมบำรุง เป็นต้น สำหรับประเทศมาเลเซีย โครงการภาครัฐที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมความมั่นคงและป้องกันประเทศจะนิยมใช้ Direct Offset (365 โครงการ) และโครงการภาครัฐมิใช่อุตสาหกรรมความมั่นคงและป้องกันประเทศจะนิยมใช้ Indirect Offset (125 โครงการ) อย่างไรก็ตาม Direct และ Indirect Offset ไม่สามารถแยกจากกันโดยเด็ดขาด ดังนั้น ในหนึ่งสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอาจมีทั้ง Direct และ Indirect Offset

Offset Policy ในประเทศมาเลเซียเป็นอย่างไร
ประเทศมาเลเซียมี 2 หน่วยงานรับผิดชอบการดำเนินนโยบายออฟเซ็ต คือ 1) ฝ่ายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สังกัดกระทรวงกลาโหม (Ministry of Defence, Defence Industry Division) ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของกระทรวงกลาโหม และ 2) กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง (Malaysian Industry-Government Group for High Technology: MIGHT) และศูนย์การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Depository Agency: TDA) สังกัดกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงและการจัดหาทางการทหารที่มีผลกระทบทางยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านริงกิต (ประมาณ 450 ล้านบาท) ขึ้นไป
จากการดำเนินนโยบายออฟเซ็ตที่ผ่านมา พบว่า การนำนโยบาย ออฟเซ็ตมาใช้ในการดำเนินการของภาครัฐ (อุตสาหกรรมความมั่นคงและป้องกันประเทศ) ทำให้เกิดนวัตกรรม แรงงานมีทักษะฝีมือสูงขึ้น เกิดการจ้างงานและการแบ่งช่วงการผลิต (Sub-contracting) ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรมภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายออฟเซ็ตในประเทศมาเลเซียยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (เริ่มใช้ปี ค.ศ. 2011) จึงยังประสบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ เช่น การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดกฎหมายและข้อกำหนด ความสามารถของบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมขาดทักษะในการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ความรู้และเทคนิควิธีที่ได้รับ และการสร้างมูลค่าเพิ่มของยุทโธปกรณ์ที่ผลิตได้ เนื่องจากยังสามารถผลิตได้เพียงชิ้นส่วนที่มีระดับเทคโนโลยีต่ำหรือ ปานกลางเท่านั้น เป็นต้น
หากจะนำ Offset Policy มาใช้ในประเทศไทย รัฐบาลไทยควรทำอย่างไร
หากรัฐบาลไทยต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบราง) รัฐบาลจำเป็นต้อง 1) ศึกษาและค้นคว้าระเบียบ วิธีการ ขั้นตอน และเรียนรู้ประสบการณ์ต่างประเทศ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ความสำเร็จและล้มเหลวของการดำเนินนโยบายออฟเซ็ต เพื่อลดความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายออฟเซ็ตในประเทศไทย 2) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะหลากหลายและรอบด้าน พร้อมสำหรับการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และ 3) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระดมความเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายออฟเซ็ตจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจำเป็นต้องเริ่มจากโครงการที่มีความเป็นไปได้สูง และมีขีดความสามารถในการรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี 

บทความโดย   ดร.พนิดา ร้อยดวง  (วศร.6)
เศรษฐกรชำนาญการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง

รูปภาพ1