เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่เราอาจจะได้ข่าวเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางของประเทศมาเลเซียซึ่งมีรากฐานจากยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบเศรษฐกิจ เพื่อนำพาประเทศมาเลเซียไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี ค.ศ.2020 ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้คือต้นกำเนิดของโครงการ MiGHT ในปี ค.ศ.1993 โดยท่านมหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีเป้าหมายเพื่อการตอบสนองต่อกระแสโลกาภิวัตน์ และการค้าเสรี ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยอาศัยการเร่งพัฒนาขีดความสามารถของประเทศในด้านเทคโนโลยีชั้นสูง พูดง่ายๆ คือ มาเลเซียไม่ต้องการเพียงจัดซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้งาน แต่ต้องการต่อยอดด้วยการพัฒนาความสามารถให้อุตสาหกรรมของมาเลเซียผลิตเทคโนโลยีเหล่านั้นภายในประเทศได้ เรื่องราวที่ว่านี้ด้านหนึ่งอาจเป็นเพียงแค่การประชาสัมพันธ์หลอกๆ ของมาเลเซียเพื่อข่มมิตรสหายร่วมภูมิภาคให้ตระหนกตกใจว่ามาเลเซียกำลังจะเดินหน้าแซงหน้าประเทศอื่นๆไป

จนกระทั่งเมื่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยโครงการอาศรมความคิด อรุณ สรเทศน์ ณ ลานเกียร์ (เปิดโลกลานเกียร์) ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกระทรวงคมนาคม จัดสัมมนาพิเศษว่าด้วยแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2559 ที่ผ่านมา โดยเชิญผู้แทนจากประเทศต่างๆ จำนวน 4 ประเทศ คือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และไต้หวัน มาอธิบายให้ฟังว่าประเทศเหล่านั้นมีแนวทางอย่างไร และนั่นคือการเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักกับ“คุณไซลานิ ซาฟารี” ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TDA (Technology Depository Agency Berhad) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการคลังของประเทศมาเลเซีย ทำหน้าที่ในการบริหารโครงการจัดซื้อสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐตามโปรแกรม ICP (Industrial Collaboration Program) ซึ่งในที่สุดกลายเป็นกลไกที่ทำให้ปัจจุบันมาเลเซียมีโรงงานประกอบรถไฟฟ้าภายในประเทศ 2 โรงงาน คือ CRRC ของประเทศจีน และ SMH-Siemens ของเยอรมัน และทำท่าว่าเมื่อโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงระหว่างสิงคโปร์และมาเลเซียเกิดขึ้น ก็อาจจะเกิดโรงงานแห่งที่ 3 ตามมา

และนี่ก็คือต้นตอของการจัดทริปพิเศษมุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซียเพื่อดูให้เห็นกับตา นำทีมโดยสมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย (วศรท) และเครือข่ายกว่า 40 ชีวิต ระหว่าง 7-10 สิงหาคมที่ผ่านมา เราเดินทางไปที่หาดใหญ่ ข้ามพรมแดนที่ด่านปาดังเบซาร์เพื่อโดยสารรถไฟฟ้า ETS  (Electric Train System) ของKTMB (Keretapi Tanah Melayu Berhad) หรือการรถไฟแห่งประเทศมาเลเซีย เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองอีโป และกัวลาลัมเปอร์ เพื่อสำรวจอุตสาหกรรมการผลิตรถไฟในประเทศมาเลเซีย การเดินทางไปมาเลเซียครั้งนี้สร้างความทึ่ง ตื่นตะลึง ปนๆ เศร้าใจให้กับคณะทั้งหมดไม่น้อย เมื่อเราได้ประจักษ์ว่าระบบรถไฟฟ้า ETS ซึ่งพัฒนาจากระบบหัวรถจักรดีเซลบนทางเดี่ยว กลายเป็นระบบรถไฟฟ้าบนทางคู่ ขนาดความกว้างทาง 1 เมตร สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 160 กม./ชม. อีกไม่นานระบบรถไฟระหว่างเมืองของมาเลเซียก็จะกลายเป็นลักษณะนี้ทั่วประเทศ ใครที่ยังเชียร์ว่าประเทศไทยควรเปลี่ยนระบบรางเป็นขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตรเพื่อให้เชื่อมต่อกับ AEC ได้ ควรแวะมาหาความรู้กันที่มาเลเซียก่อนเลยนะครับ

รูปภาพ2รูปภาพ3

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตามนอกเหนือไปจากตัวระบบรถไฟของมาเลเซียที่พัฒนาแซงหน้าประเทศไทยไปหลายก้าวแล้ว สิ่งที่สำคัญมากกว่ากลับกลายเป็นเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง จนกลายเป็นโรงงานต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านระบบราง มาเลเซียตั้งเป้าจะเป็น “ASEAN Rail Center of Excellence” ภายในปี 2018 โดยไม่เน้นการสร้างตึก สร้างอาคาร แต่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ปฏิบัติงานระดับช่างเทคนิคและวิศวกร ในขณะที่ไทยยังคงเร่งแต่ประมูลๆ

บทความโดย   ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน (วศร.5)
อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รูปภาพ1

Share