เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554 พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จออก ณ ห้องประชุมสมเด็จ พระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช นครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและ คณะ จ านวนรวม 18 คน เฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานโครงการแก้ไข ปัญหาการจราจรโดยรอบโรงพยาบาลศิริราช โอกาสนี้ยังทรงรับฟัง การกราบบังคมทูลจากปลัดกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับการพัฒนา ระบบการคมนาคมรถไฟความเร็วสูง  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลัดกระทรวงคมนาคมได้กราบทูล รายงานว่า การด าเนินงานโครงการนี้ (การพัฒนาระบบการคมนาคม รถไฟความเร็วสูง) ในปี 2556 ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งการก่อสร้างจะใช้ ระยะเวลา 5 ปี โดยจะแล้วเสร็จในปี 2560 ถ้ามีการเจรจาเสร็จ เรียบร้อยจะมีการออกแบบและก่อสร้างจริงในต้นปี 2556 เมื่อ ก่อสร้างเสร็จจะมีการเปิดบริการอย่างเป็นทางการในปี 2561 ส าหรับ โครงการรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปหนองคาย ระยะทางเกือบ 620 กม. และอื่นๆ ตอนนี้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ท าหนังสือแสดงความ สนใจในการที่จะมาลงทุนในสายเชียงใหม่ กรุงเทพและระยอง ส่วน ทางใต้กรุงเทพไปปาดังเบซาร์ และจากไทยไปมาเลเซีย ทางรัฐบาลจีน ให้ความสนใจ ในปัจจุบันนี้ก าลังมีการเจรจาโครงการกรุงเทพ หนองคายก่อน เพราะตอนนี้จีนเองได้ส่งไปที่มาเลเซียและสิงคโปร์ เพราะว่าต้องการท ารถไฟความเร็วสูง จากของไทยเข้ามาเลเซียแล้วไป ทะลุสิงคโปร์ คงใช้เวลาไม่เกินภายใน 10 ปี 

ระหว่างที่ทรงรับฟังการกราบบังคมทูล จากปลัดกระทรวง คมนาคมนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรง ให้ความสนพระราชหฤทัยในหลายเรื่อง โดยมีรับสั่งว่า “กำรพัฒนำ รถไฟนั้น ต้องพัฒนำทั้งหมดทั้งระบบเก่ำและระบบใหม่” พร้อมกัน นี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงรับสั่งว่า พระองค์เคยเสด็จพระราชด าเนินโดยรถไฟไปหัวหินเป็นระบบเก่า ถึงก็ ช่างไม่ถึงก็ช่าง สถานีหัวหินก็ยังคงเดิม และเคยเสด็จพระราชด าเนิน ไปหัวหินตั้งแต่อายุ 4 ขวบ 5 ขวบและทรงรับสั่งย้ าในตอนท้ายถึง ความส าคัญ ของการคมนาคมทางรถไฟ ความว่า “จริงๆ รถไฟนี้ ได้ ประโยชน์มำก เพรำะดีกว่ำกำรคมนำคมทำงถนน เพรำะแพงมำก ทำงรถไฟถูกลงมำก หมำยควำมว่ำ ดีส ำหรับเศรษฐกิจของไทย ถ้ำ ท ำได้ส ำเร็จ ” ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับ วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน 2554  นับว่าทรงชี้แนะแนวทางที่คงจะหาจากที่ไหนไม่ได้ในภาวะที่ เราก าลังพะวักพะวงกับแรงผลักดันต่างๆเหล่านี้ที่ประดังเข้ามา โดยที่ เราเองน่าจะต้องถามตัวเองว่าที่เราก าลังเดินหน้าเรื่องระบบรางอยู่นี้ เราได้ใช้วิชาความรู้ที่จะพัฒนาระบบรางบนพื้นฐานของความพอเพียง ที่ใช้สติปัญญา หรือเดินตามแรงผลักดันทางการเมืองไปเรื่อยๆ ยิ่งดู การพัฒนาระบบขนส่งของประเทศไทยภาพรวมด้วยแล้ว ก็ยิ่งสงสัยว่า เราได้รับพระราชด าริมาเป็นแนวทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใด หรือว่า จะท าโครงการทุกอย่างที่มีผู้เสนอเข้ามาเท่านั้น  ถ้าทรงชี้แนะแล้ว เรายังเดินไปคนละทาง เมื่อขาดผู้ชี้แนะ แล้ว เราจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร 

 

Share