เปิดหวูดกันไปแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2017 ที่ผ่านมา สำหรับรถไฟขนส่งสินค้า (freight train) จากจีนไปยังอังกฤษ  โดยรถไฟขบวนดังกล่าวมีการขนตู้สินค้า (ตู้คอนเทนเนอร์) กว่า 30 ตู้ เดินทางในระยะทางรวมกว่า 12,000  กิโลเมตร (7¸500 ไมล์) ผ่านประเทศต่างๆ ถึง 9 ประเทศ โดยเริ่มจากเมือง Yiwu จังหวัด Zhejiang ทางภาคตะวันออกของจีน ผ่านคาซักสถาน รัสเซีย เบลารุส โปแลนด์ เยอรมัน เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และไปสิ้นสุดที่ กรุงลอนดอน อังกฤษ  ใช้ระยะเวลาเดินทางทั้งหมดกว่า 17 วัน โดยสินค้าที่ขนส่งในขาไปจากจีน ได้แก่ เครื่องดื่ม (soft drink)  เวชภัณฑ์ และสินค้าที่ใช้กับเด็กอ่อน เป็นต้น  ซึ่งในเดือนเมษายน รถไฟขนส่งสินค้าขบวนนี้ก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางขากลับจากอังกฤษสู่จีนตามกำหนด

เส้นทางการเดินไฟขนส่งสินค้าจากจีนไปยังอังกฤษ

1

ที่มา: The Sun

 

การรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมที่ใช้ในการค้าระหว่างยุโรปและจีนเมื่อกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมาอีกครั้ง ภายใต้นโยบาย one-belt-one-road  ถือเป็นความพยายามในการแสวงหาเส้นทางทางเลือกเพื่อสนับสนุนการขนส่งลำเลียงสินค้าของจีน ซึ่งยังคงพึ่งพาการขนส่งตู้สินค้าทางน้ำเป็นหลัก ขณะที่การส่งออกจากจีนไปยังยุโรปเติบโตอย่างต่อเนื่องราว 3.5% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาโดยในปี 2016 มีมูลค่าการค้าขายสินค้าถึง 3.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แล้วไทยหละ จะได้ประโยชน์อะไรจากเมกะโปรเจกต์นี้? เมื่อหันกลับมามองยังประเทศไทย ผมพบว่ายังมีประเด็น สำคัญ 3 ข้อที่เรายังต้องขบคิดและพัฒนาต่อไป หากไม่อยากตกขบวนรถไฟเส้นทางสายไหมดังกล่าว

ประเด็นแรก การเชื่อมต่อจากไทยไปยังจีน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อจากภาคเหนือผ่านเมียนมาร์หรือจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่าน สปป. ลาว ไปยังคุนหมิงของจีน เพื่อเชื่อมต่อไปยังเส้นทางหลักของรถไฟจีน-ยุโรป ต่อไป แน่นอนว่าปัจจุบัน ภาครัฐมีนโยบายที่จะก่อสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่ทั้งสองเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น หรือ เส้นทางรถไฟสายใหม่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย ซึ่งดูเหมือนว่าว่าการเชื่อมต่อในทางกายภาพนั้นได้ถูกตระเตรียมการไว้แล้ว แต่ทว่าประเด็นการเชื่อมต่อในด้านการขนถ่ายสินค้า  การตรวจสอบพิกัดศุลกากรสินค้าข้ามแดนนั้น จำเป็นต้องมีการพิจารณาควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้การขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ  

ขยับมาประเด็นที่สอง ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้ประเด็นแรก คือ การวางแผนธุรกิจทั้งในด้านการบริหารสินทรัพย์และการบริหารการจัดการขนส่งสินค้าเพราะในอนาคต หากเราต้องการขนส่งสินค้าเหล่านี้ภายในประเทศรวมถึงการส่งสินค้าต่อเนื่องไปยังจีนเพิ่มขึ้น ก็ย่อมต้องการแผนการบริหารการจัดส่งสินค้าเชิงรุกและมีการวางแผนที่แม่นยำมากขึ้นตามไปด้วย  ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า ปัจจุบัน ทางการรถไฟได้มีแนวคิดที่จะปรับโครงสร้างองค์กรและจัดตั้งบริษัทบริหารเพื่อฟื้นฟูกิจการและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่า ในช่วงเริ่มต้นจะเป็นแผนการพัฒนาที่ดิน แต่ก็คาดว่าจะมีแผนการบริหารการขนส่งสินค้าทางรางต่อเนื่องตามมา

สุดท้ายต้องไม่ลืมถึงการสนับสนุนการขนส่งสินค้าทางรางในระยะยาวที่จะตามมากับการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ การซ่อมบำรุง ตลอดจนการเตรียมพร้อมผลิตบุคลากรเพื่อให้เหมาะกับระบบการขนส่งทางรางที่กำลังจะเพิ่มขึ้น

แน่นอนว่าหากเราเตรียมการวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่กำลังจะลงไป ไม่ว่าจะเป็นแผนธุรกิจในการขนส่งทางรางภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ ก็ย่อมส่งผลดีต่อกิจการรถไฟในการสร้างรายได้เพิ่มเติมเพื่อหล่อเลี้ยงการดำเนินการนอกเหนือจากรายได้จากค่าโดยสารปกติ และเป็นการสร้างโอกาสให้การรถไฟของเรากลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนอีกครั้งในอนาคต

 

บทความโดย 

untitled

ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ 
วศร.5

Share