“ความแตกต่างด้านแนวคิดในการพัฒนาระบบรางในรูปแบบญี่ปุ่นและยุโรป”

ขึ้นชื่อว่าประเทศญี่ปุ่นแล้ว เชื่อว่าหลายๆท่านคงได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยือนไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ไปเพื่อดูงานหรือการเดินทางไปเพื่อการท่องเที่ยว จากสถิติพบว่าหลังจากที่ทางการประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศลดหย่อนเรื่องการทำ วีซ่าในปีพ.ศ. 2557 ทำให้มีนักท่องเที่ยวจากไทยจำนวนมากหลั่งไหลไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่าหลายๆท่านที่ไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกคงจะได้หลงเสน่ห์ญี่ปุ่นในหลายๆ ด้าน เช่น แหล่งช้อปปิ้ง ความสะอาดและเป็นระเบียบของบ้านเมือง ความสะดวกสบายในการเดินทาง ธรรมชาติอันสวยงาม ความปลอดภัย การอาบแช่น้ำแร่ ร้านอาหารที่อร่อย เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ง่ายจากภายนอก  สำหรับผมแล้ว แรงดึงดูดแรกที่ทำให้ผมอยากไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นคือการได้ไปเที่ยวที่ประเทศ ญี่ปุ่น ตอนสมัยเด็กๆเมื่อหลายสิบปีก่อน  แม้ตอนนั้นผมจะยังไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นเลย แต่ผมก็รับรู้เสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่นได้จากภายนอกและเป็นความตั้งใจใฝ่ฝัน ของผมว่าจะต้องมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่นและทำความเข้าใจคนญี่ปุ่นและภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งเปรียบเสมือนภาษามนุษย์ต่างดาวสำหรับผมในตอนนั้น) ให้จงได้

จากวันนั้นกาลเวลาได้ผ่านไป และความฝันของผมก็ได้เป็นจริง โดยผมได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นประมาณ 12 ปี (เรียนหนังสือ 7 ปี และทำงาน 5 ปี) ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาพอสมควร มีสะดุดล้มบ้าง มีลุกขึ้นมาใหม่บ้าง มีทั้งเสียงหัวเราะและเสียงร้องไห้ การใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นนานเช่นนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสสัมผัสสังคมญี่ปุ่นในเชิง ลึกหลากหลายแง่มุม อนึ่งผมได้ผ่านประสบการณ์ทำงานด้านระบบรางทั้งในและต่างประเทศตลอดระยะเวลา เกือบ 15 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นจากการเป็นวิศวกรระบบตัวรถไฟฟ้า (Rolling Stock) และระบบอาณัติสัญญาณ (Signalling) รุ่นแรกของบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ (จำกัด)  ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทย สำหรับช่วง 4 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่งโดยได้ร่วมงานกับบริษัท สัญชาติเยอรมันที่มีสาขาอยู่ที่กรุงโตเกียว ได้แก่บริษัท TÜV SÜD Japan ชื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Technical Inspection Association – South  บริษัทได้มีอายุครบ 150 ปีเมื่อปีที่แล้ว โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมนี และมีสำนักงานอยู่ 1,000 กว่าแห่งในประเทศต่างๆทั่วโลก โดยมีจำนวนพนักงานทั่วโลกรวมกันกว่า 24,000 คน งานหลักๆของบริษัท TÜV SÜD คือ Testing, Inspection, Auditing & Certification และ Consultant ในหลากหลายสาขา เช่น อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์ด้านการบินและอวกาศ อาหาร และระบบราง เป็นต้น โดยผมได้สังกัดอยู่ในแผนก Function Safety ของระบบราง (Rail) และเป็นคนต่างชาติหนึ่งในสี่คน (ที่เหลือเป็นคนสวิสเซอร์แลนด์และคนเยอรมัน โดยหนึ่งในนั้นเป็น CEO ชาวเยอรมัน) ที่ทำงานอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่นอีกกว่า 300 ชีวิต จากประสบการณ์ในลักษณะนี้ (เรียนจบจากญี่ปุ่น ทำงานด้านระบบรางให้กับบริษัทไทยที่ใช้อุปกรณ์งานระบบรถไฟฟ้า (E&M) จากประเทศเยอรมนี  ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นและทำงานให้กับบริษัทเยอรมันที่มีสาขาอยู่ในกรุงโตเกียว) ทำให้ผมได้มีโอกาสสัมผัสแนวคิดที่แตกต่างกันในการพัฒนาระบบรางในรูปแบบ ญี่ปุ่นและในรูปแบบยุโรป ซึ่งโยงมาจากความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมและแนวความคิดของทางญี่ปุ่นและทาง ด้านตะวันตก เลยจะขอยกตัวอย่างความแตกต่างบางประเด็นที่ได้มีโอกาสสัมผัสมาโดยตรงจาก ประสบการณ์ในบทความนี้

ในช่วงเวลาที่อยู่ที่ญี่ปุ่น ผมได้ผ่านการฝึกฝนวิทยายุทธหลายด้าน จนภาษาญี่ปุ่นซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงสูงตระหง่านในตอนแรก กลายเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความความเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนที่แตกต่างทั้งทางด้านวัฒนธรรมและความคิด รวมถึงเป็นเพียงเครื่องมือในการเข้าถึงขุมองค์ความรู้ข้อมูลขนาดใหญ่ด้าน ระบบรางและด้านอื่นๆที่ต้องการศึกษาเท่านั้นเอง  เมื่อผ่านจุดนึงแล้ว ความสนใจของผมมิได้อยู่เพียงแค่สิ่งที่สัมผัสได้จากภายนอกของญี่ปุ่นดัง กล่าวแต่เพียงข้างต้น (การซื้อของ ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น) ผมมีความสนใจถึงแนวคิด วัฒนธรรม คุณลักษณะของคนญี่ปุ่นที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาก้าวหน้ามาได้ดังเช่นใน ปัจจุบันนี้   ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่ญี่ปุ่นเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ เพราะเท่าที่ทราบมา เมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา ความแตกต่างด้านความเจริญของประเทศไทยกับญี่ปุ่นไม่แตกแต่งกันมากนัก  ผิดกับปัจจุบันซึ่งผมคิดว่าแตกต่างกันอยู่หลายขุมทีเดียว จึงพยายามหาโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นและเรียนรู้วิธีคิด ค่านิยม และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนญี่ปุ่นในเชิงลึก เพื่อค้นหาเคล็ดลับการสร้างความเจริญของประเทศญี่ปุ่น ทั้งจากเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น เพื่อนร่วมงานชาวเยอรมัน หัวหน้าชาวญี่ปุ่น และเพื่อนญี่ปุ่นในวงสังคม ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

หากมองย้อนประวัติความเป็นมาในการพัฒนาประเทศและระบบรางของญี่ปุ่น จะพบว่าการพัฒนาของประเทศญี่ปุ่นเป็นไปอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเมจิ ค.ศ. 1868 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 หรือเกือบ 150 ปีที่ผ่านมา) ผ่านการเรียนรู้จากประเทศตะวันตก เช่น ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี (รวมถึงวิศวกรรมด้านระบบราง) ญี่ปุ่นเรียนรู้จากเยอรมัน ด้านกฏหมายญี่ปุ่นเรียนรู้จากฝรั่งเศส เป็นต้น สิ่งที่น่าทึ่งอย่างนึงก็คือแม้ญี่ปุ่นจะเรียนรู้วิทยาการและดูดซับ เทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามา ญี่ปุ่นสามารถนำมาปรับให้เหมาะสมเข้ากับลักษณะเฉพาะของประเทศเขาเอง โดยที่ยังคงสามารถรักษาเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และรากเหง้าของตนเองไว้ได้เป็นอย่างดี (เช่น วิถีบูชิโด ดังจะได้กล่าวต่อไป) นอกจากนั้นญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น และพยายามลดการพึ่งพาจากต่างประเทศและพึ่งตนเองให้ได้ในท้ายที่สุด จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมในระดับโลกอันเป็นที่ประจักษ์กัน ดี    เบื้องหลังความสำเร็จของญี่ปุ่นเกิดจากการมีระบบการจัดเก็บองค์ความรู้และ ระบบการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นระบบมาเป็นเวลาหลายร้อย ปี  ในส่วนการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบรางของญี่ปุ่นทั้งด้านอุตสาหกรรม การผลิตอุปกรณ์ การเดินรถ และการซ่อมบำรุง ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของบริษัทเอกชนผู้เดินรถและบริษัทเอกชนผู้ผลิตในภาค อุตสาหกรรม ที่จะทำการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรของตนเองขึ้นมาและสืบทอดความรู้จากรุ่นสู่ รุ่นสืบเนื่องกันมาเป็นร้อยปี  ในส่วนของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นนั้น มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการสร้างบุคลากรป้อนเข้าสู่งานด้านระบบ รางแต่อย่างใด รวมทั้งมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นก็มิได้มีการเปิดสาขาหรือหลักสูตรที่สอนเกี่ยว ข้องกับเรื่องระบบรางโดยตรง ทั้งๆที่ญี่ปุ่นถือว่าเป็นผู้นำของโลกประเทศหนึ่งในด้านระบบราง องค์ความรู้ด้านระบบรางของญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่จะอยู่กับบริษัทเอกชนผู้เดินรถ และบริษัทผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรม ส่วนงานทางด้านวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบรางในญี่ปุ่นนั้น ผู้รับผิดชอบคือสถาบัน RTRI  (Railway Technical Research Institute) ซึ่งเป็นเอกชนที่ได้รับเงินลงทุนมาจากบริษัทเดินรถ JR ต่างๆ RTRI ได้รับโจทย์หัวข้องานวิจัยมาจาก บริษัท JR (Operator) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีปรับปรุงแก้ไขหรือหาวิธีป้องกันปัญหาจาก สถานการณ์จริงต่างๆที่ทางบริษัท JR  ได้เผชิญปัญหาอยู่ ผลงานจากงานวิจัยของ RTRI เป็นเรื่องเชิงปฎิบัติและสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้จริง อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องหรือ Kaizen (改善) ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นมีมาตรฐานการให้บริการด้านระบบรางภายในประเทศญี่ปุ่นอยู่ใน ระดับที่สูงมากในปัจจุบัน

 อย่างไรก็ตามเมื่อญี่ปุ่นต้องการส่งออกอุปกรณ์งานระบบรถไฟฟ้า (E&M) ของตนเองไปยังต่างประเทศ ซึ่งมีการกำหนด Requirement ให้สอดคล้องตาม International Standard ญี่ปุ่นก็ต้องทำการจัดกระบวนทัพใหม่พอสมควรเพราะแนวคิดตาม International Standard เป็นสิ่งที่แตกต่างจากแนวคิดแบบญี่ปุ่นซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำและคุ้นเคยอยู่ ในประเทศ จากประสบการณ์ยาวนานของ TÜV SÜD Rail ในหลายประเทศในยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญของบริษัท ที่ผ่านมาทางบริษัท TÜV SÜD Japan ได้มีโอกาสจัดทีมผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะด้านตัวรถไฟฟ้า (Rolling Stock) และระบบอาณัติสัญญาณ (Signalling) และ International Standard ของระบบราง เข้าไปสนับสนุนบริษัทผู้ผลิตญี่ปุ่นหลายแห่งที่ต้องการส่งออกอุปกรณ์งานระบบ รถไฟฟ้าไปยังต่างประเทศ โดยในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงในประเทศไทย ทางบริษัทได้มีโอกาสเข้าไปช่วยบริษัท J-TREC (ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตตัวรถไฟฟ้าในโครงการ) ในด้านการทดสอบของการทำงานของตัวรถไฟฟ้าโดยเฉพาะด้านการวิ่ง (Dynamic Test) บางส่วน ให้สอดคล้องกับ Requirement ที่เป็น International Standard เช่น Safety of Running Test (ตาม IEC 61133, EN 14363) Dynamic Brake Test (ตาม IEC 61133, UIC 544-1) EMC onsite Test (ตาม EN 50121-3-1) เป็นต้น

จากการเรียนรู้วัฒนธรรมและแนวคิดแบบญี่ปุ่นดังกล่าว หนึ่งในคุณลักษณะของคนญี่ปุ่นที่ผมรู้สึกทึ่งมากก็คือ “วิถีบูชิโด (武士道)” แปลได้ว่า “วิถีแห่งนักรบ“ เป็นหลักการที่พัฒนาขึ้นในญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 9-12 สมัยเฮ-อันและโตกุกาวะ ถือเป็นหลักการและแนวปฎิบัติของซามูไร ที่ยึดหลักความจงรักภักดี การเสียสละ ความละอาย ความมีมารยาท ความอ่อนน้อม เกียรติยศ และความรักผูกผัน เป็นแนวในการปฏิบัติ ซามูไรเชื่อว่าความจริงใจและความซื่อสัตย์ทำให้ชีวิตมีคุณค่า โดยสรุปแล้วบูชิโดมีคุณสมบัติที่สำคัญ 7 ประการคือ 1) ความยุติธรรม 2) ความกล้าหาญ 3) ความเมตตากรุณา 4) ความนับถือซึ่งกันและกัน 5) ความซื่อตรง 6) ความมีเกียรติ 7) ความจงรักภักดี นอกเหนือจาก 7 ข้อนี้แล้ว บางครั้งยังมีเพิ่มเติมอีก 3 ข้อ ได้แก่ 1) ความศรัทธาอย่างแรงกล้า ในครอบครัว และเผ่าพันธ์ 2) ความมีสติปัญญาเฉียบแหลม 3) ดูแลสุขภาพของตนเอง ผมมีความเชื่อว่าซามูไรมิได้หมดสิ้นหายไปจากญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน ผมเชื่อว่าจิตวิญญาณแบบซามุไรยังคงฝังรากลึกอยู่ใน DNA ของคนญี่ปุ่นอยู่ อาจจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นนักรบในเชิงธุรกิจเท่านั้น

ในญี่ปุ่นสิ่งที่รุนแรงกว่ากฏหมายคือ ”ค่านิยมในสังคม” บุคคลใดที่ทำผิดแปลกจากค่านิยมในสังคม แม้ไม่ถูกกฎหมายลงโทษ ก็จะถูกสังคมลงโทษอย่างรุนแรง  คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีค่านิยมและจริยธรรมที่ดีร่วมกัน  ญี่ปุ่นสร้างประเทศจากการพัฒนาระบบการศึกษา ในที่นี้มิได้หมายถึงการผลิตดอกเตอร์ออกมาเต็มบ้านเต็มเมือง (แม้แต่ในญี่ปุ่นเองคนที่จบการศึกษาระดับดอกเตอร์ก็ยังมีจำนวนอยู่ในอัตรา ส่วนที่น้อย) แต่หมายถึงการปลูกฝังคุณลักษณะและค่านิยมอันดี (เช่น การมีระเบียบวินัย การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตัว รวมถึงวิถีแบบบูชิโดดังกล่าวข้างต้น) ให้อยู่ในการศึกษาตั้งแต่ประถมถึงมัธยมปลาย (หากมาสอนกันตอนระดับมหาวิทยาลัย ก็สายเกินไปแล้วครับ) ผมกำลังพูดถึงการที่ญี่ปุ่นสามารถทำให้ประชากรในประเทศกว่า 120 ล้านคน มีค่านิยมที่ดีเหล่านี้ร่วมกันได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาและไม่บังเอิญอย่างแน่นอนที่ทำได้เช่นนั้น ผมเชื่อว่าคนญี่ปุ่น  99% เป็นคนที่มีจริยธรรมที่ดีครับ สิ่งนี้พิสูจน์ได้ง่ายๆ หากคุณลืมโทรศัพท์ ของมีค่า หรือกระเป๋าไว้ในรถไฟที่ญี่ปุ่น คุณแทบไม่ต้องห่วงอะไรเพราะโอกาสได้ของคืนมีสูงมาก เจ้านายญี่ปุ่นผมเคยลืมกระเป๋าตังค์และโทรศัพท์มือถือไว้ในรถไฟฟ้าความเร็ว สูง Shinkansen แต่ก็ได้กลับคืนมาอย่างง่ายดาย ถ้าเป็นประเทศอื่น โอกาสได้คืนคงมีอยู่น้อยมาก แม้แต่ในเยอรมัน ผมเคยลืมเครื่องเล่น MD Player (ซึ่งมีเพลงโปรดของผมเก็บไว้อยู่มาก) ไว้ในรถไฟความเร็วสูง ICE  เจ้าหน้าที่ได้พยายามช่วยตามหา แต่ผมก็ไม่เคยได้สัมผัสมันอีกเลย

ในญี่ปุ่นถ้าคุณเจอแม้แต่พนักงานทำความสะอาดห้องน้ำ คนขับรถแท๊กซี่ (ใส่สูท) พนักงานส่งของ หรือพนักงานเซเว่น ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น คุณก็จะพบกับความรับผิดชอบของพนักงานในระดับมาตรฐานที่สูง  ซึ่งอาจจะแตกต่างจากมาตรฐานของคนระดับเดียวกันในประเทศอื่น   ญี่ปุ่นสอนให้ทุกคนมีความรับผิดชอบและรู้สึกรักและภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเอง ทำ แม้ว่าสิ่งนั้นดูเผินๆเหมือนเป็นกลไกส่วนเล็กๆก็ตาม ญี่ปุ่นสอนให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของระบบ หลายปีก่อนหน้านี้ รายการทีวีของญี่ปุ่นที่ชื่อว่า NHK Professional (ซึ่งนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของมืออาชีพในสาขาต่างๆ) ได้นำเสนอเรื่องราวของพนักงานทำความสะอาดสตรีท่านหนึ่งที่สนามบิน Haneda ในกรุงโตเกียว คุณป้ามีความภาคภูมิใจและจิตใจรักในสิ่งที่ตนเองทำเป็นอย่างมาก โดยเธอระลึกเสมอว่าเธอเป็นช่างฝีมือ (職人-shokunin)  แม้ว่าสังคมอาจจะมองว่าเป็นงานต้อยต่ำ แต่งานของเธอเป็นส่วนที่ทำให้สนามบิน Haneda ได้รับรางวัลสนามบินที่สะอาดที่สุดในโลกติดต่อกันสองปีซ้อนในปีค.ศ. 2013-2014 เมื่อเรื่องราวของเธอถูกนำเสนอออกไป คนญี่ปุ่นจำนวนมากรู้สึกชื่นชมและเธอก็เป็นคนดังในสังคมญี่ปุ่นขึ้นมาทันที

หากกลับมามองค่านิยมแบบไทยที่ผมพอจะนึกออกอยู่บางอย่าง เช่น ”ศรีธนชัย” ”ตั้งใจเรียนจะได้เป็นเจ้าคนนายคน (ผู้บริหาร)” มองแล้วก็ค่อนข้างแตกต่างจากค่านิยมในญี่ปุ่น (เช่น ความซื่อตรงในแบบบูชิโดดังกล่าวข้างต้น) สำหรับค่านิยมเรื่องอาชีพ ญี่ปุ่นมองว่าอาชีพ ”ช่าง” หรือ”ช่างฝีมือ (น่าจะรวมถึงนักวิจัย)” ถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี คนญี่ปุ่นให้ความเคารพและตีค่าสูงกับคำนี้ ทำให้อาชีพนี้มีรายได้ที่ดีไม่แตกต่างจากผู้บริหารมากนัก ในขณะที่บ้านเราหากพูดถึงช่างอาชีวะ  ส่วนใหญ่จะมีภาพพจน์ที่ไม่ค่อยดีนัก เช่น ไม่ได้จบปริญญาตรี หรือเอาแต่ตีกัน ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บ้านเราขาดแคลนช่างเป็นอย่างมากอันเป็น ที่ทราบกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันในยามที่เราต้องการจะพัฒนาอุตสาหกรรมด้านระบบราง ขึ้นมา

หากหันกลับมามองค่านิยมของเด็กไทยรุ่นใหม่สมัยนี้ เท่าที่ผมรับทราบ รู้สึกว่ามีแนวโน้มไปทาง อยากหาทางรวยทางลัดโดยไม่ต้องลงทุนทำงานหนัก อาชีพนักร้อง นักแสดงกลายเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมสูง ส่วนค่านิยมแบบญี่ปุ่นในด้านนี้คือ ทางลัดไม่มีในโลก อยากจะได้ผลไม้ก็ต้องหว่านเมล็ด หมั่นพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ดูแลเป็นปี ถึงจะได้ผลออกมา อยากจะจีบสาวก็ต้องหมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาข้ามคืน ญี่ปุ่นมีแนวคิดว่าการจะทำอะไรในระดับที่สูงได้นั้น จะต้องมีพื้นฐานที่แน่นและผ่านการฝึกปรือในระดับพื้นฐานมาก่อน โรงเรียนที่ญี่ปุ่นไม่มีระบบการสอบเทียบข้ามชั้นเรียน ไม่มีการข้ามขั้น ยกตัวอย่างเช่น หน่วยงานวิจัยของญี่ปุ่นคงไม่คิดข้ามขั้นไปทำงานวิจัยพัฒนากระสวยอวกาศ หากหน่วยงานวิจัยนั้นยังไม่เคยพัฒนาเครื่องบินสำเร็จมาก่อน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานเป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศที่มักจะมองข้ามพื้นฐานไปและพยายามที่จะก้าวข้ามไป สู่ระดับที่สูงเลยโดยที่พื้นฐานยังไม่แน่น ญี่ปุ่นสอนว่าการแหงนหน้ามองดูดวงจันทร์เพียงอย่างเดียว โดยไม่มองพื้นดินขณะก้าวเดินออกไปนั้น สามารถสะดุดเศษก้อนหินล้มลงได้อย่างง่ายๆ เปรียบเสมือนการสร้างบ้านอยู่บนรากฐานที่ไม่มั่นคง ซักวันนึงบ้านก็จะล่มพังทลายลงมา ปัญหาคือช้าหรือเร็วเท่านั้น

ในกรณีญี่ปุ่น กว่าที่ระบบรางของเขาจะพัฒนาขึ้นมาจนมีความปลอดภัยในระดับที่สูงดังเช่นทุก วันนี้ได้  ในอดีตมีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยต้องสังเวยชีวิตจากอุบัติเหตุอันเกิดมาจาก ทั้งความผิดพลาดในการทำงานของอุปกรณ์และความผิดพลาดของคน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทางญี่ปุ่นจะทำการสืบสวนเพื่อหาสาเหตุอย่างเต็มที่ โดยมีจุดประสงค์หลักมิใช่เพื่อหาผู้กระทำผิด แต่เพื่อหาวิธีป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก (再発防止-saihatsu boushi) ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นำเอาความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน (ทบทวนความผิดพลาด) เพื่อให้สามารถลุกขึ้นมายืนใหม่และป้องกันไม่ให้ล้มเหลวแบบเดียวกันอีกเป็น ครั้งที่สอง ด้วยเหตุนี้ญี่ปุ่นจึงสามารถสั่งสมและเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต นำมาพัฒนาต่อยอดให้กลายมาเป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูงอย่างเช่นในทุกวันนี้ ได้ ส่วนในเรื่องความปลอดภัยและการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยนั้น ทางญี่ปุ่นนั้นมีแนวคิดว่าต้องการสร้างระบบโดยมีเป้าหมายที่ทำให้เกิดความ ปลอดภัย 100% และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลางที่จะเข้ามากำกับดูแลเรื่องความปลอดภัยของระบบ ราง ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดของทางยุโรป

แนวคิดทางด้านการควบคุมกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของระบบของทางยุโรปนั้น มีแนวคิดว่าระบบที่มีความปลอดภัย 100% นั้นไม่มีอยู่จริงในโลก ทุกระบบมีความเสี่ยงอยู่ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานว่าจะระบุ Requirement สำหรับระบบรางนั้นๆและความต้องการของอุปกรณ์ที่เหมาะสมในแต่ละเส้นทางนั้นๆ (ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละเส้นทาง เช่น ระดับความถี่ในการให้บริการ สำหรับเส้นทางซึ่งอยู่ห่างไกลในชนบท ในหนึ่งวันอาจมีขบวนรถไฟวิ่งให้บริการแค่วันละสองขบวน ซึ่งทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนซึ่งมีระดับ ความปลอดภัยสูงสุดก็ได้) ให้มีระดับความปลอดภัย (หรือระดับความเสี่ยงที่รับได้) อยู่ที่ระดับใด โดยกำหนดเป้าหมายระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ออกมาในรูป SIL(Safety Integrity Level) ซึ่งมีตั้งแต่ระดับ 0 ถึงระดับ 4 และถูกกำหนดตาม Tolerable Hazard Rate (THR) โดยระดับที่ 4 เป็นระดับที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดหรือมีความปลอดภัยมากที่สุด โดยการที่จะควบคุมระดับความเสี่ยงในการทำงานผิดพลาดของอุปกรณ์ให้ลดระดับมา อยู่ในระดับที่ยอมรับได้นั้น จะใช้การทำงานของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าในรูปแบบฮารด์แวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) (ศัพท์ใน Standard IEC 61508  เรียกว่า E/E/PE – Electrical/Electronic/Programmed Electronics) โดยเรียกการทำงานในลักษณะนี้ว่า Functional Safety แนวคิดนี้เป็นการกำหนดระดับความปลอดภัยออกมาในรูปแบบเชิงปริมาณที่สามารถวัด ได้ (quantitative) ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดทางญี่ปุ่น สำหรับในปัจจุบัน International Standard ของ Functional Safety คือ IEC 61508 (ถึงแม้ญี่ปุ่นจะยังคงตามหลังยุโรปในเรื่องนี้อยู่ก็ตาม แต่ก็มีการตื่นตัวเป็นอย่างมากในช่วงหลังๆ เนื่องจากญี่ปุ่นได้ตระหนักดีแล้วว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยง International Standard ได้หากต้องการส่งออกอุปกรณ์งานระบบรถไฟฟ้า E&M ไปยังต่างประเทศ) ซึ่งในแต่ละสาขาก็จะแตกย่อยออกมาอีก เช่น ในสาขาด้านอุตสาหกรรมคือ IEC 61511 ในสาขาด้านอุตสาหกรรมรถยนตร์ คือ ISO 26262 ส่วนในด้านระบบรางก็คือ EN 50126/-28/-29/-59 ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญและสามารถกล่าวได้ว่า EN 50126 (IEC 62278) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ RAMS คือ Standard ด้าน Functional Safety ของระบบรางนั่นเอง อนึ่งในข้อกำหนด ของ EN 50129 (IEC 62425) หรือเรื่อง System Safety  ได้กำหนดไว้ว่าในการตรวจสอบรับรอง SIL นั้นจำเป็นต้องใช้ Third Party จากหน่วยงานภายนอกที่เรียกว่า ISA (Independent Safety Assessment) เข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดยผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าตรวจสอบเรียกว่า Independent Safety Assessor บริษัท TÜV SÜD ก็เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้านนี้ในระดับโลก นอกจากนั้น การจัดการฝึกอบรม (Training) ในเรื่อง International Standard ของระบบรางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง EN 50126 (RAMS)/-28/-29/-59 ก็เป็นอีกหนึ่งในบริการของทางบริษัท TÜV SÜD ที่เสนอให้แก่ลูกค้าทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกซึ่งยังไม่ มีองค์ความรู้ด้านนี้ที่เพียงพอ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี (บริษัทเป็น Partner อย่างเป็นทางการกับสถาบันวิจัยรางของเกาหลี KRRI – Korea Railroad Research Institute) จีน มาเลเซีย เป็นต้น

ประเด็นแตกต่างอีกอย่างหนึ่งในเรื่องการกำกับควบคุมกำกับดูแลด้านความ ปลอดภัยของระบบราง ทางด้านยุโรปจะให้เอกชนที่เป็น Third Party เข้ามาตรวจสอบดูแลด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะในระดับอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ด้านความปลอดภัย (Safety related Equipment)ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (แตกต่างจากทางญี่ปุ่นซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ดูแล) บริษัท TÜV SÜD เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการในระดับโลกทางด้านนี้ โดยจุดเริ่มต้นของบริษัทมีจุดกำเนิดขึ้นมาจากอุบัติเหตุการระเบิดของ Boiler เมื่อ 150 ปีที่แล้วในประเทศเยอรมนี ซึ่งทำให้มีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทางรัฐบาลกลางของประเทศเยอรมนีเลยให้ Third Party ที่เป็นเอกชนเข้ามาควบคุมกำกับดูแลด้านความปลอดภัย โดยมีข้อกำหนดว่าบริษัทที่จะมีคุณสมบัติทำงานด้านการทดสอบอุปกรณ์และให้การ รับรองด้านความปลอดภัยได้นั้น จะต้องได้รับการรับรอง (accreditation) จากทางหน่วยงานรัฐบาลหรือหน่วยงานองค์กรระหว่างประเทศอันเป็นที่ยอมรับก่อน

จากหลายตัวอย่างข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่าความแตกต่างของระบบรางที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ค่านิยมของคนในแต่ละสังคมที่แตกต่างกันออกไป คงเป็นการยากที่จะบอกว่าระบบรางของประเทศใดดีกว่าของประเทศใด หรือวัฒนธรรมของประเทศใดดีกว่ากัน เพราะแต่ละอย่างก็ล้วนมีความเป็นมาที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่เหมาะสมในประเทศหนึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับอีกประเทศหนึ่งก็ได้ อย่างไรก็ตามหากเราเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมใดๆ ผมคิดว่าเราก็ควรที่จะเรียนรู้สิ่งที่ดีๆจากสังคมนั้น จากตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น ผมมิได้พยายามบอกว่าตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นวิเศษหรือเหมาะสมกับประเทศของ เราไปหมดซะทุกเรื่อง (ตัวเลขสถิติคนฆ่าตัวตายปีละ 30,000 กว่าคนในญี่ปุ่น คงสะท้อนอะไรบางอย่างในสังคมญี่ปุ่นได้) ทุกประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) และทั้งทุกคน มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดีปะปนกันอยู่ แต่ถ้าเราเลือกดูส่วนดีของเขา เราก็จะสามารถซึมซับส่วนดีนั้นเข้าไว้กับตัวเราได้ ดังคำที่ท่านพุทธทาสภิกขุ สอนไว้ว่า ”เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ของเขาเลย จะหาคนมีดี โดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริงๆ”

บทความโดย ดร. ดวงกมล กมลยะบุตร (วศร.7)
Business Development Manager (Rail), TÜV SÜD Thailand

Share